ดิน ปุ๋ย น้ำ อากาศและแสงแดด, ดิน

ตรวจวัด กรด-ด่างของดินก่อนปลูกพืช…ใครว่าไม่สำคัญ

fiogf49gjkf0d

การปลูกพืชแต่ละชนิดปัจจัยสำคัญที่จำเป็นที่สุดที่เกษตรกรจะต้องนึกเป็นอันดับแรกก็คือน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต
หากพื้นที่ขาดน้ำเกษตรกรอาจจะต้องหันไปปลูกพืชที่ทนแล้งใช้น้ำน้อย ปัจจัยรองลงมาที่สำคัญไม่น้อยกว่าก็คือดิน
สภาพดินที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกต้องเป็นสภาพดินที่ร่วนซุย อุ้มน้ำ ไม่แน่นแข็ง
สภาพโครงสร้างของดินมีความโปร่งพรุ่น และที่สำคัญควรมีอินทรียวัตถุในดินเป็นจำนวนมาก
หากสภาพของดินที่ตรงข้ามจากที่กล่าวมา ควรปรับปรุงสภาพดินโดยการหว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว
ปอเทือง ฯลฯ แล้วไถกลบปรับโครงสร้างของดินใหม่

พูมิชซัลเฟอร์2.png
fiogf49gjkf0d

การตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างของดินก็สำคัญ
เพราะการตรวจค่าดินมีผลต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยตรง หากค่าดินเป็นกรดหรือด่างมากเกินไปจะทำให้ดินตรึงธาตุอาหารทั้งธาตุหลัก,
ธาตุรอง และธาตุเสริม ทำให้เกษตรกรต้องเปลืองต้นทุนค่าปุ๋ยฮอร์โมนต่างๆ
เป็นจำนวนมาก อีกทั้งได้รับธาตุอาหารไม่ครบ ทำให้พืชอ่อนแอ
โรคและแมลงเข้าทำลายได้ง่าย สิ้นเปลืองเงินทองทำให้ต้นทุนเพิ่มเป็นเงาตามตัวเลยทีเดียว
สังเกตว่าชมรมเกษตรปลอดสารพิษเราจะแนะนำให้เกษตรกรทุกท่านที่เข้าหรือโทรศัพท์มาปรึกษาตรวจวัด
pH ของดินก่อน ดินปลูกพืชที่ดีควรมีความเป็นกรด-ด่าง(pH)ของดินอยู่ระหว่าง 5.8-6.3 เพราะเป็นค่าที่เหมาะสมที่สุดที่ดินจะละลายธาตุอาหารต่างๆ
ให้พืชได้โดยไม่ตรึงเอาไว้

การปรับสภาพดินที่ถูกต้องเหมาะสมแนะนำให้เก็บตัวอย่างดินในพื้นที่โดยสุ่มขุด
หากเป็นแปลงผักที่มีรากตื้นให้ขุดลึกประมาณ 1 หน้าจอบ (30 ซม.) หากเป็นแปลงไม้ผลหรือไม้ยืนต้นขุดลึกประมาณ
2 หน้าจอบ (
60 ซม.)นำดินก้นหลุมขึ้นมาแล้วใช้น้ำยาตรวจวัดค่ากรด-ด่างของดิน การตรวจวัดไม่ควรนำดินจากหลายๆ
จุดมารวมกันแล้ววัด เพราะค่ากรดด่าง-ของดินแต่ละจุดไม่เหมือนกัน การสุ่มตรวจดินให้สังเกตพืชเป็นหลัก
บริเวณไหนใส่ปุ๋ยแล้วไม่ตอบสนองหรือเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร ให้สุ่มขุดดินบริเวณนั้นมาทำการตรวจวัดแล้วทำการปรับสภาพดินต่อไป
หาก
pH ของดินต่ำกว่า 5.8 ให้ใช้พูมิชซัลเฟอร์ปรับสภาพดินทั่วทั้งแปลงอัตราประมาณ
40-60 กิโลกรัม/ไร่ แต่ถ้า pH
ของดินสูงกว่า 6.3 ใช้ภูไมท์ซัลเฟตถุงแดง ในอัตราประมาณ
40 กิโลกรัม/ไร่ปรับปรุงสภาพดินแทน
จากนั้นให้คอยตรวจวัดค่า
pH ทุกๆ1-3 เดือน/ครั้ง
ในการปรับปรุงสภาพดินแต่ละครั้งให้นำปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกหรืออินทรียวัตถุลงไปด้วยเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างของดินใหม่
แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาสักนิดเนื่องจากต้องรอให้อินทรียวัตถุย่อยสลายแล้วกลายเป็นปุ๋ย
 นอกจากนี้การใช้พูมิชซัลเฟอร์หรือภูไมท์ซัลเฟตถุงแดงที่กล่าวข้างต้นมาปรับปรุงสภาพดินก่อนทำการปลูกพืชหรือปักดำต้นกล้าพันธุ์แล้วยังช่วยสลายสารพิษตกค้างในดิน
ช่วยเพิ่มกำมะถันหรือซัลเฟอร์ให้แก่ดิน
ช่วยตรึงปุ๋ยให้ละลายช้าลดการชะล้างเวลาฝนตก ใช้ปุ๋ยน้อยลงผลผลิตเพิ่มขึ้น
ประหยัดต้นทุน กระเป๋าตุงกันทุกคน
เงินเยอะนะครับ เกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
โทร. 02-9861680 -2 หรือคุณเอกรินทร์
ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) โทร. 081-3983128

 

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์  ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
 www.thaigreenagro.com

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554  เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *