ไม้ผล ไม้ยืนต้น, ไม้ผล

“ชมพู่เพชรสายรุ้ง” ชมพู่เพชรแท้เมืองเพชรบุรี (รายงานพิเศษ)

 หากใครได้มาเยือนจังหวัดเพชรบุรี “ชมพู่เพชร” จะเป็นของฝากที่ใครหลายคนนิยมซื้อกลับไปเป็นของกำนัลให้กับเพื่อนสนิทมิตรสหาย เนื่องด้วยเป็นชมพู่ที่มีรสหวานกรอบ อร่อยถูกใจ ในขณะที่ชมพู่เพชรที่มีขายกันในตลาด จะมีสักกี่ร้านที่เป็นชมพู่เพชรของแท้จากเมืองเพชรบุรี เพราะปัจจุบันชมพู่เพชรมีด้วยกันหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ชมพู่เพชรสายรุ้ง ชมพู่เพชรสุวรรณ ชมพู่ทูลเกล้า ชมพู่สายน้ำผึ้ง ชมพู่ทับทิมจันทร์ เป็นต้น

fiogf49gjkf0d

 


 ทั้งนี้ ชมพู่เพชรที่เป็นชมพู่เพชรแท้จากจังหวัดเพชรบุรี คือ “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” แต่เดิมมีราคาซื้อขายสูงถึงกิโลกรัมละ 100-300 บาท แต่หลังจากมีชมพู่เพชรสายพันธุ์อื่นๆ เกิดขึ้น ทำให้ราคาชมพู่เพชรสายรุ้งลดต่ำลงสนนราคาอยู่ในระดับตั้งแต่ 60-170 บาท จนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชมพู่เพชรสายรุ้งที่เคยรุ่งเรืองมากในอดีตเมื่อราวปี พ.ศ.2525 ของจังหวัดเพชรบุรี ในวันนี้เหลือเกษตรกรที่ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งไม่ถึง 10 ราย และหากินยากมากขึ้นทุกที กลุ่มผู้บริโภคที่มีโอกาสได้ชิมรสชาติของชมพู่เพชรก็มีเพียงบางกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคระดับบนเท่านั้น


 


 จากคำบอกเล่าของ “นางสาวผาณิต ตันติสุขารมย์” หรือ “เจ๊หน่อย” เจ้าของสวนเจ๊หน่อย ตั้งอยู่ในพื้นที่อ.ท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เกษตรกรสาวผู้หนึ่งที่ยังคงปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งและมีความตั้งใจที่จะดูแลอนุรักษ์ชมพู่เพชรให้อยู่คู่กับเมืองเพชรบุรีต่อไป เล่าว่า สาเหตุที่ทำให้ชมพู่เพชรของจังหวัดเพชรบุรีตาย เพราะมีสายพันธุ์ชมพู่ที่เหมือนกันมากอย่างชมพู่เพชรสุวรรณ เข้ามาตีตลาด ซึ่งชมพู่เพชรสุวรรณ เป็นชมพู่พันธุ์เตี้ย ไม่ต้องมีนั่งร้าน การดูแลง่าย ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ขณะเดียวกันยังมีราคาถูกกว่า จนกระทั่งทำให้ทุกวันนี้ผู้บริโภคสับสนและเข้าใจว่า ชมพู่เพชร คือ ชมพู่เพชรสุวรรณ แต่ความจริงไม่ใช่ ชมพู่เพชรของแท้ต้องเป็น “ชมพู่เพชรสายรุ้ง”


 


 ลักษณะของ “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” สังเกตง่ายๆ คือ ผลแก่จะมีสีออกชมพูเกือบแดง ตัวผลไม่เงาแต่จะออกขุ่นขาว เนื้อแน่นกรอบ รสชาติหวานจนถึงหวานจัด ตรงก้นชมพู่เพชรสายรุ้งจะมีสี่กลีบ เบียดกันแน่น นิ้วหัวแม่มือไม่สามารถกดลงไปได้เปลือกก้นได้ ซึ่งแตกต่างจากชมพู่เพชรสุวรรณอย่างสิ้นเชิง ที่ส่วนใหญ่เนื้อจะเป็นมันเงา เนื้อฟูเนื่องจากมีน้ำเยอะ รสชาติไม่หวานจัด


 


 เจ๊หน่อย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันราคาชมพู่เพชรสายรุ้งที่จำหน่ายมีตั้งแต่ 60 บาท 80 บาท และ 100 บาท ต่อ กิโลกรัม ราคาถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับขนาดของลูก ส่วนต้นทุนการผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 40 บาท/กิโลกรัม สาเหตุที่ต้นทุนสูงส่วนหนึ่งเนื่องมาจาก ชมพู่เพชรสายรุ้งมีลักษณะต้นที่สูงใหญ่ ต้องทำนั่งร้าน โดยที่สวนเลือกทำนั่งร้านจากไม้ไผ่ การทำต่อต้นต้องใช้ต้นประมาณ 2,000 บาท สามารถใช้งานได้ 2-3 ปี นอกจากนั้น ยังมีค่าแรงงานคนในการห่อผลชมพู่ และเก็บชมพู่ที่ต้องมีความชำนาญเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเก็บชมพู่มีความสำคัญมาก หากเก็บผลไม่ดี เป็นตำหนิก็ทำให้เสียราคาได้


 


 “ที่ผ่านมา ทำสวนชมพู่เพชรส่วนใหญ่จะขาดทุน หรือไม่ก็เท่าทุน ไม่ค่อยมีกำไร เกษตรกรที่อยู่ไม่ได้เพราะไม่มีสายป่านที่ยาวพอให้เลิกทำกันไปเยอะ แต่ที่สวนโชคดีที่มีเนื้อที่มากประมาณ 100 ไร่ ก็แบ่งปลูกพืชผลอื่นๆ ด้วย เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง มะนาว มะยงชิด กระท้อน สามารถเฉลี่ยต้นทุนกำไรกันไปได้”


 


 เจ๊หน่อยกล่าวว่า ชมพู่เพชรที่สวนไม่ได้ส่งขายตามตลาดทั่วไป ส่วนใหญ่จะส่งให้เฉพาะลูกค้าประจำเท่านั้น โดยมากมักจะโทรมาสั่งโดยตรง ซึ่งทางสวนก็จะจัดส่งไปให้ถึงที่ ส่วนชมพู่ตกเกรดก็จะไปส่งขายที่ร้านของพี่สาวที่อยู่ในตลาดแถวจังหวัดสมุทรปราการ ช่วงที่จะขายชมพู่เพชรได้ราคาดีมากที่สุด คือ ช่วงเดือนมกราคม เนื่องจากลูกค้ามักจะสั่งซื้อเพื่อนำไปเป็นของขวัญให้กับญาติผู้ใหญ่ บางครั้งมีความต้องการมาก ในขณะที่ผลผลิตในสวนมีไม่เพียงพอ ที่สวนในปัจจุบันปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งไว้ทั้งหมด 85 ต้น ให้ผลผลิตต่อต้นต่อปี ประมาณ 100 กิโลกรัม ซึ่งแต่เดิมเคยปลูกไว้มากถึง 300 ต้น แต่เนื่องจากดูแลได้ไม่ทั่วถึง และมีต้นทุนสูง จึงต้องโค่นทิ้งและเหลือไว้เพียงที่สามารถดูแลได้


 


 หากใครสนใจต้องการชมสวนชมพู่เพชรสายรุ้ง “สวนเจ๊หน่อย” หรืออยากชิมรสชาติชมพู่เพชรสายรุ้งของแท้จากสวนเจ๊หน่อย ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ เจ๊หน่อยโดยตรงที่ เบอร์ 089-924-5718


 


 ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันที่ 19 มิถุนายน 2551


http://www.naewna.com/news.asp?ID=111296

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *