ประมง-สัตว์น้ำ, กุ้ง

การเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้งอย่างปราณีตเพื่อตอบรับกระแส JTEPA

หลังจากที่มีข่าวดีในเรื่องเกี่ยวกับกุ้งของไทยเราในเรื่องของตลาดส่งออกไปยัง 3 ตลาดหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ส่งสัญญาณบวกเกือบทั้งหมด  ทำให้การส่งออกกุ้งปี 51 ส่อแววสดใส 3 ตลาดใหญ่สหรัฐ ญี่ปุ่น อียูส่งสัญญาณบวก ยักษ์ใหญ่ทียูเอฟตั้งเป้ายอดขาย 17,000 ล้านบาท   สหรัฐก็มีการทบทวนภาษีเอดีซึ่งจะมีโอกาสลดลง ไทย-ญี่ปุ่นมีข้อตกลง JTEPA เงินยูโรอ่อนช่วยดันยอด   ก็นับว่าเป็นอานิสง์ของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ควรจะต้องเริ่มต้นอย่างถูกทาง ถูกวิธี เพื่อให้ผผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย จากสารพิษ ไม่มีสารตกค้างไปยังประเทศผู้ซื้อสินค้าเหล่านี้ให้เป็นจุดด่างแก่วงการเกษตรของประเทศเราได้

fiogf49gjkf0d

                      การเริ่มต้นที่ดีและมีสติก็จะต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ปัญหาส่วนใหญ่ในการเลี้ยงกุ้งหรือสัตว์น้ำทั่วไปที่พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่พบก็คือปัญหา กุ้งเป็นโรค, กุ้งลอยหัว, น้ำหนืด น้ำเขียวเข้มมากเกินไปเนื่องจากมีปุ๋ยไนโตรเจนสูง,  น้ำเน่าเสียซึ่งเกิดจากก๊าซแอมโมเนีย, ไนไตรท์, ไนเตรท, ไฮโดรเย่นซัลไฟด์, มีเธน และก๊าซของเสียอื่นๆ , กุ้งลอย กุ้งล่อง  ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เลยก็จะเกิดมาจากการเตรียมบ่อที่ขาดความประณีต จึงทำให้มีอินทรียวัตถุ, ขี้เลน, ขี้กุ้ง, ขี้ปลา และเศษอาหารที่ตกค้างหลงเหลืออยู่ที่พื้นบ่อมีการสะสมหมักหมมต่อๆ กันมาตลอดฤดูการเลี้ยง ซึ่งส่วนมากก็เกิดจากการที่เราไม่มีเวลาดูแลบริหารจัดการให้ดีนั่นเอง จึงปล่อยให้มีการสะสมของเสียที่พื้นบ่อตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงระยะจับไปขาย ไม่มีการดูดหรือล้างขี้เลนออกให้สะอาดเสียก่อนที่จะเริ่มทำการเลี้ยงใหม่  จึงทำให้เศษซากอินทรียวัตถุทั้งหลายหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก บางคนตากบ่อไว้เพื่อที่จะให้แสงแดดช่วยทำให้เชื้อโรคตายแต่ก็จะช่วยได้เฉพาะผิวหน้าดินเท่านั้น ข้างล่างก็ยังคงมีอยู่ เมื่อนำน้ำเข้ามาอีก  เศษอินทรียวัตถุที่มีและตกค้างอยู่ก็กลับมาเน่าเหมือนเดิมอีก จึงทำให้เกิดปัญหาแบบเดิมวนไปเวียนมาไม่จบสิ้น

                       

                        ฉะนั้นจึงต้องมาให้ความสนใจในวิธีการเตรียมบ่อที่ดีและประณีตนั้นควรทำอย่างไร ก่อนอื่นก็หลังจากมีการจับกุ้งหรือปลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการดูดขี้เลนออกไปเสียจากบ่อให้สะอาดหมดจดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ แล้วทำการตากบ่อทิ้งไว้อีกประมาณ 3-4 วัน เพื่อทำลายเชื้อโรคบางส่วนให้หมดไป ต่อมาทำการตรวจวัดสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินแล้วทำการปรับปรุงให้เหมาะสม ถ้าดินเป็นกรด (ดินเปรี้ยว) จะต้องทำการปรับปรุงดินเสียก่อนโดยการเติมกลุ่มของวัสดุปูนลงไปเพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงให้พื้นบ่อเรามีสภาพที่ดีและเหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ และถ้าเป็นด่างให้ใช้ภูไมท์ซัลเฟตถุงสีแดงหว่านให้ทั่วบ่อ ประมาณ 40 60 ก.ก.ต่อไร่เพื่อแก้ไข ถ้าสภาพพื้นดินมีความเหมาะสมอยู่แล้วก็ไม่ควรใช้กลุ่มวัสดุปูนหว่านลงไปอย่างเด็ดขาด เพราะจะไปสร้างปัญหาในอนาคตให้กับกุ้งหรือปลาของเราได้ อาจจะทำให้เกิดความเครียดจากค่าของน้ำที่ไม่เหมาะสม ทำให้เราต้องไปซื้อ ยา และวิตามิน มาบำรุงอีก ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น หลังจากนั้นให้ใช้ สเม็คไทต์  หรือไคลน็อพติโลไลท์ หว่านเพื่อจับก๊าซแอมโมเนีย,  ไนไตรท์,  ไนเตรท และสารพิษต่าง ๆ ที่หลงเหลือในบ่อ เพราะหินแร่ในกลุ่มของหินภูเขาไฟ เขามีคุณสมบัติเป็นท๊อกซินไบเดอร์ด้วย (จับสารพิษ) จึงทำให้พื้นบ่อของเราค่อนข้างที่จะปลอดภัย อัตราการใช้ก็ ประมาณ 1 2 กระสอบต่อไร่ ทุก ๆ 15 วันนะครับ

 

                        หลังจากนั้นน้ำเข้าประมาณ 60 -70 เซนติเมตร  นำจุลินทรีย์ บาซิลลัส MT   ครึ่งกิโลกรัม นำมาผสมน้ำสาดให้ทั่วบ่อหนึ่งไร่ เพื่อเป็นการสร้างอาหารให้แก่สัตว์หน้าดินและเพื่อเตรียมตัวในการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ อีกด้วย  หลังจากนั้นจึงทำการสร้างน้ำเขียว โดยการนำมูลสัตว์ที่คิดว่าไม่มี สารพิษปนเปื้อนนะครับ เช่นโซดาห์ไฟ หรือสารพิษอื่นๆ ก็ตาม นำมาใส่ผ้ามุ้งเขียวแล้วนำไปปักไว้ตามจุดต่าง ๆ มากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของบ่อ เพื่อสร้างน้ำเขียวให้เกิดขึ้น เมื่อเตรียมบ่อทั้งหมดอย่างประณีตแล้วให้ทำการวัดค่าพีเอชของน้ำอีกครั้งหนึ่ง  ว่ามีความเหมาะสมกับกุ้งหรือปลาที่เราจะเลี้ยงหรือไม่ ถ้าเป็น กุ้งกุลาดำ ก็ต้องปรับสภาพพีเอชของน้ำให้ได้ 7.5-8.5 แต่ถ้าเป็นกุ้งขาวหรือกุ้งก้ามกรามหรือปลาให้ปรับค่าพีเอชอยู่ที่ 7.0 นะครับจึงจะถือว่าเหมาะสมที่สุดครับ  หลังจากนั้นจึงค่อยนำกุ้งหรือสัตว์นำที่เราต้องการนำมาเลี้ยงปล่อยลงไป   หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ทำการเพิ่มระดับน้ำขึ้นมาตามลำดับจนถึง 1.8 2 เมตร จึงดีที่สุดครับ

มนตรี     บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  (www.thaigreenagro.com)

 

Leave a Reply

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *